รอยน้ำตาใต้หมวกกันน็อก: เมื่อซีอีโอหมื่นล้านซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์

ไปเยี่ยมย่าที่ชนบท แต่หัวใจต้องแตกสลายจนแทบหยุดเต้น เมื่อพบว่าหญิงชราที่เขาส่งเงินให้เดือนละล้าน กำลังเดินเก็บขวดริมถนนอย่างเวทนา!
ณ ชั้นสูงสุดของตึกระฟ้าใจกลางมหานครกรุงเทพฯ ภายในห้องทำงานสุดหรูที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์นำเข้าราคาหลายสิบล้านบาท ‘อคิน’ ชายหนุ่มวัยสามสิบสองปี ประธานกรรมการบริหารเครือบริษัท ‘ภักดีกรุ๊ป’ อาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโลจิสติกส์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ กำลังยืนทอดสายตามองวิวเมืองหลวงผ่านกระจกบานยักษ์ อคินเป็นที่รู้จักในฐานะนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงที่เฉียบขาด เยือกเย็น และไม่เคยยอมอ่อนข้อให้ใครในโลกของธุรกิจ ทว่าภายใต้สูทอาร์มานี (Armani) ราคาแพงระยับและหน้ากากอันแสนเย็นชานั้น เขามีจุดอ่อนเพียงสิ่งเดียวในชีวิต นั่นคือ ‘คุณย่าจันทร์’
ย่าจันทร์เป็นหญิงชราธรรมดาๆ ที่เลี้ยงดูอคินมาด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย หลังจากที่พ่อแม่ของเขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปตั้งแต่เขายังเด็ก ในอดีต ย่าจันทร์ต้องรับจ้างซักเสื้อผ้า ล้างจาน และถึงขั้นเดินตระเวนเก็บขยะขายเพื่อส่งเสียให้อคินได้เรียนโรงเรียนดีๆ จนจบมหาวิทยาลัย เมื่ออคินก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิตและกลายเป็นมหาเศรษฐีหมื่นล้าน สิ่งแรกที่เขาทำคือการซื้อที่ดินผืนงามในชนบทอันห่างไกลและเงียบสงบตามความปรารถนาของคุณย่าที่อยากใช้ชีวิตบั้นปลายท่ามกลางธรรมชาติ เขาสร้างคฤหาสน์สไตล์รีสอร์ตมูลค่ากว่าร้อยล้านบาทให้ท่านอยู่อย่างสุขสบาย พร้อมทั้งจ้างแม่บ้าน พยาบาลส่วนตัว และมอบหมายให้ ‘น้าพิม’ น้าสาวแท้ๆ ของเขา เป็นคนคอยดูแลจัดการทุกอย่าง โดยอคินจะโอนเงินค่าใช้จ่ายไปให้เดือนละไม่ต่ำกว่าสองล้านบาท เพื่อให้มั่นใจว่าย่าจันทร์จะได้กินอาหารที่ดีที่สุดและใช้ชีวิตดุจราชินี
เนื่องจากธุรกิจที่กำลังขยายตัวไปทั่วยุโรป อคินต้องบินไปมาระหว่างประเทศจนไม่มีเวลากลับไปเยี่ยมคุณย่าเลยตลอดสี่ปีเต็ม สิ่งเดียวที่ทำให้เขาคลายความคิดถึงได้คือรูปถ่ายที่คุณย่าแต่งตัวด้วยชุดผ้าไหมสวยงาม นั่งยิ้มแย้มอยู่ในสวนดอกไม้ ซึ่งน้าพิมมักจะส่งมาให้เขาดูทางไลน์ทุกๆ เดือน
แต่วันนี้ หลังจากที่อคินเพิ่งปิดดีลโปรเจกต์ยักษ์สำเร็จ เขาตัดสินใจเคลียร์คิวงานทั้งหมดเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ เพื่อเดินทางไปเซอร์ไพรส์คุณย่าที่ต่างจังหวัด ด้วยความที่เขาอยากเห็นชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของคุณย่า โดยไม่ให้บรรดาคนรับใช้หรือน้าพิมเตรียมตัวจัดฉากต้อนรับ อคินจึงเกิดไอเดียที่จะปลอมตัว เขาเดินไปหาพนักงานส่งเอกสารของบริษัท ขอยืมเสื้อแจ็กเก็ตไรเดอร์สีเขียวเก่าๆ หมวกกันน็อกแบบเต็มใบที่มีรอยถลอก และรถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้าเวฟคันเก่าที่ผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน เขาถอดนาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์ (Patek Philippe) เรือนละสิบล้านเก็บใส่ตู้เซฟ สวมกางเกงยีนส์ขาดๆ และรองเท้าผ้าใบเก่าๆ เปลี่ยนสภาพจากมหาเศรษฐีหมื่นล้านกลายเป็นเพียงหนุ่มส่งของธรรมดาๆ คนหนึ่ง
การเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่ชนบททางภาคเหนือใช้เวลาหลายชั่วโมง แสงแดดยามบ่ายแผดเผาลงมาอย่างรุนแรงจนถนนยางมะตอยเต้นระยิบระยับ อคินขับรถมอเตอร์ไซค์รับลมร้อนด้วยหัวใจที่พองโต เขานึกถึงรอยยิ้มของคุณย่า นึกถึงอ้อมกอดที่แสนอบอุ่น และกับข้าวฝีมือคุณย่าที่เขาไม่ได้ลิ้มรสมานานแสนนาน
เมื่อขับรถเข้าสู่เขตหมู่บ้านชนบทที่ห่างไกลความเจริญ สองข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งนาที่แห้งแล้งและป่าละเมาะ อคินชะลอความเร็วรถเพื่อซึมซับบรรยากาศ แต่แล้ว… สายตาอันเฉียบคมของเขาก็สะดุดเข้ากับเงาร่างของใครคนหนึ่งที่ริมถนนลูกรังข้างหน้า
ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนระอุจนแทบแผดเผาผิวหนังให้ไหม้เกรียม ร่างของหญิงชราคนหนึ่งหลังค่อมงุ้มกำลังเดินกะเผลกๆ ไปตามริมถนน เธอสวมเสื้อคอกระเช้าสีมอซอที่ขาดจนเห็นรอยปะชุน กางเกงขาก๊วยเก่าๆ ที่เปื้อนคราบโคลน และสวมหมวกงอบสานใบเก่าที่ทะลุจนเห็นเส้นผมสีดอกเลาที่ยุ่งเหยิง ร่างกายของเธอผอมแห้งราวกับหนังหุ้มกระดูก มือที่สั่นเทาและเหี่ยวย่นกำลังถือไม้หนีบยาวๆ คอยคุ้ยเขี่ยตามพงหญ้าข้างทาง เพื่อคีบขวดพลาสติกเปล่าและกระป๋องน้ำอัดลมเก่าๆ ใส่ลงในถุงกระสอบปุ๋ยใบใหญ่ที่เธอพยายามออกแรงลากไปกับพื้นถนนอย่างยากลำบาก
อคินขมวดคิ้วด้วยความเวทนา เขาตั้งใจจะขับรถเข้าไปใกล้ๆ เพื่อแบ่งน้ำดื่มและเงินสดสักพันบาทให้หญิงชราผู้ยากไร้คนนั้น ทว่า… ทันทีที่มอเตอร์ไซค์ของเขาเคลื่อนเข้าไปใกล้จนห่างเพียงไม่ถึงสามเมตร หญิงชราคนนั้นก็หันหน้ามาเพื่อจะหลบรถ
วินาทีที่ใบหน้านั้นกระทบกับสายตาของอคิน… โลกทั้งใบของมหาเศรษฐีหนุ่มพังทลายลงตรงหน้า!
มือที่กำลังกำแฮนด์มอเตอร์ไซค์ของอคินสั่นสะท้านอย่างรุนแรงจนรถเสียหลักล้มลงข้างทาง เสียงเครื่องยนต์ดับวูบลงพร้อมกับเสียงหัวใจของอคินที่แทบจะหยุดเต้น ขาทั้งสองข้างของเขาชาหนึบจนก้าวไม่ออก ลำคอของเขาตีบตันจนเปล่งเสียงไม่ออก ราวกับมีมือน้ำแข็งที่มองไม่เห็นมาบีบรัดคอหอยของเขาไว้
ดวงตาที่ฝ้าฟาง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นและคราบฝุ่นดิน รอยแผลเป็นที่หางคิ้วซ้าย… และที่สำคัญที่สุดคือ ‘จี้หยกรูปดอกบัว’ ราคาถูกๆ ที่ห้อยอยู่บนคอของเธอ ซึ่งเป็นของขวัญชิ้นแรกที่อคินซื้อให้ท่านตอนที่เขาได้เงินเดือนเดือนแรก…
นั่นไม่ใช่หญิงชราขอทานที่ไหน… แต่คือ ‘คุณย่าจันทร์’ สายเลือดเพียงคนเดียวที่เขารักเท่าชีวิต!
หญิงชราตกใจที่เห็นรถมอเตอร์ไซค์ล้ม เธอรีบทิ้งกระสอบขวดพลาสติก แล้วเดินลากขาที่เจ็บปวดเข้ามาหาชายหนุ่มในชุดไรเดอร์ที่นอนนิ่งอยู่กับพื้นด้วยความห่วงใย
“พ่อหนุ่ม… เป็นอะไรหรือเปล่าลูก เจ็บตรงไหนไหม เอาน้ำย่าไปล้างแผลก่อนนะลูกนะ” เสียงแหบพร่าและสั่นเครือของคุณย่าจันทร์ดังขึ้น พร้อมกับมือที่สั่นเทาที่พยายามเปิดขวดน้ำเปล่าที่เก็บมาได้จากกองขยะเพื่อจะช่วยล้างแผลให้เขา
คำพูดที่เต็มไปด้วยความเมตตานั้นเปรียบเสมือนมีดนับพันเล่มที่แทงทะลุหัวใจของอคิน มหาเศรษฐีผู้หยิ่งผยองไม่เคยร้องไห้ให้ใคร บัดนี้กลับปล่อยให้น้ำตาลูกผู้ชายไหลทะลักออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้ เขาดึงหมวกกันน็อกที่สวมอยู่ออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาและความเจ็บปวดรวดร้าว
“ย… ย่าครับ…” เสียงของอคินแผ่วเบาและขาดห้วง ราวกับคนกำลังจะขาดใจ “นี่ผมเอง… อคิน… หลานของย่าไงครับ…”
ขวดน้ำในมือของคุณย่าจันทร์ร่วงหล่นลงกระทบพื้นถนน ดวงตาฝ้าฟางเพ่งมองใบหน้าของชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา ริมฝีปากที่แห้งผากของเธอสั่นระริก ก่อนที่น้ำตาแห่งความตื้นตันและความทุกข์ทรมานที่เก็บกดมานานหลายปีจะไหลอาบสองแก้ม
“อ… อคิน… หลานย่า… หลานย่าจริงๆ ด้วย!” คุณย่าจันทร์โผเข้ากอดร่างของอคินแน่น ทั้งสองกอดกันกลมท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนระอุและฝุ่นดินริมถนน กลิ่นเหม็นเปรี้ยวจากกองขยะและคราบเหงื่อไคลบนตัวคุณย่า ไม่ได้ทำให้อคินรังเกียจเลยแม้แต่น้อย เขากลับกอดท่านแน่นขึ้น ซุกหน้าลงกับไหล่ที่บอบบางและร้องไห้โฮออกมาอย่างสุดเสียง
“ย่าครับ! มันเกิดอะไรขึ้น! ทำไมย่าถึงมาอยู่ในสภาพนี้! บ้านที่ผมสร้างให้ย่าล่ะ! เงินเดือนละสองล้านที่ผมส่งมาให้ล่ะ! ใครทำอะไรย่า บอกผมมาเดี๋ยวนี้!!” อคินตะโกนถามด้วยความโกรธแค้นที่เริ่มปะทุขึ้นในอก
คุณย่าจันทร์สะอื้นไห้ มืออันสั่นเทาลูบใบหน้าหลานชายอย่างทะนุถนอม ก่อนจะเล่าความจริงอันแสนโหดร้ายที่ถูกปกปิดมาตลอดสี่ปีให้ฟัง
“อคินลูก… ตั้งแต่หลานไปอยู่เมืองนอก น้าพิมเขาก็เปลี่ยนไป… เขาพาครอบครัว สามีใหม่ และเพื่อนฝูงของเขาเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์ที่หลานสร้างให้ย่า เขาจัดปาร์ตี้กินเหล้ากันทุกวัน เอาเงินที่หลานโอนมาให้ไปซื้อกระเป๋า ซื้อรถหรูๆ… ส่วนย่า… เขาบอกว่าย่าแก่แล้ว สกปรก ทำตัวเกะกะ เขาเลยไล่ย่าไปอยู่ที่ขนำเล็กๆ ท้ายสวนหลังบ้าน ย่าไม่มีข้าวกิน ต้องออกมาเดินเก็บขวด เก็บขยะไปขายเพื่อซื้อข้าวสารประทังชีวิต…”
“แล้วทำไมย่าไม่โทรบอกผม! ทำไมยอมให้พวกมันรังแก!” อคินถามด้วยน้ำเสียงปวดร้าว
“น้าพิมเขายึดโทรศัพท์ย่าไปหมดลูก… เขาขู่ย่าว่า ถ้าหลานรู้เรื่องนี้ เขาจะจ้างมือปืนไปดักยิงหลานที่กรุงเทพฯ ย่ากลัวหลานจะมีอันตราย ย่าไม่อยากให้หลานต้องมาเดือดร้อนเพราะคนแก่ๆ อย่างย่า… ส่วนรูปถ่ายพวกนั้น น้าพิมเขาจะจับย่าอาบน้ำแต่งตัวสวยๆ เดือนละครั้ง เอาปืนจี้หลังย่าไว้ บังคับให้ย่ายิ้มถ่ายรูปเพื่อส่งไปหลอกเอาเงินจากหลาน…” คุณย่าเล่าไปร้องไห้ไป ความหวาดกลัวยังคงฉายชัดในแววตา
เมื่อได้รับฟังความจริงทั้งหมด เส้นความอดทนของอคินก็ขาดสะบั้นลงอย่างสิ้นเชิง! ความเศร้าโศกถูกเผาผลาญและแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นที่ลุกโชนยิ่งกว่าไฟประลัยกัลป์! ดวงตาที่เคยอ่อนโยนของเขาบัดนี้แข็งกร้าวและแดงก่ำราวกับมัจจุราชที่พร้อมจะคร่าชีวิตทุกคนที่กล้าแตะต้องดวงใจของเขา
อคินประคองคุณย่าให้ลุกขึ้นนั่งพักใต้ร่มไม้ เขาถอดเสื้อแจ็กเก็ตไรเดอร์ออก นำไปปูรองนั่งให้ท่านอย่างระมัดระวัง จากนั้นเขาล้วงโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูรุ่นพิเศษที่เชื่อมต่อสัญญาณดาวเทียมออกมาจากกระเป๋ากางเกง และกดโทรออกหาสายตรงของ ‘ภาคภูมิ’ หัวหน้าทีมบอดี้การ์ดและทีมกฎหมายที่เก่งกาจที่สุดของภักดีกรุ๊ป
“ภาคภูมิ… สั่งระดมพลทีมรบพิเศษของเราทุกคน เตรียมเฮลิคอปเตอร์ และรถกันกระสุนสิบคัน บินด่วนมาที่จังหวัดนี้เดี๋ยวนี้! ประสานงานกับผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค เอาหมายศาล หมายจับ และเอกสารสิทธิ์ทุกอย่างมาให้ครบ…” อคินสั่งการด้วยน้ำเสียงที่เยียบเย็นจนน่าขนลุก “วันนี้… ฉันจะล้างบางพวกปลิงดูดเลือดให้สิ้นซาก! ใครที่มันกล้าทำให้ย่าของฉันต้องเสียน้ำตา มันจะต้องชดใช้ด้วยชีวิตที่พังทลายจนไม่มีแผ่นดินจะอยู่!”
เวลาผ่านไปเพียงชั่วโมงเศษ… เสียงดนตรีแดนซ์สุดมันส์ดังกึกก้องออกมาจากคฤหาสน์หรูหราที่ตั้งอยู่บนเนินเขา น้าพิมในชุดว่ายน้ำแบรนด์เนมกำลังนอนจิบแชมเปญราคาแพงอยู่ริมสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ล้อมรอบไปด้วยกลุ่มเพื่อนไฮโซจอมปลอมและบรรดาหนุ่มโฮสต์ที่เธอจ้างมาปาร์ตี้อย่างสนุกสนาน ชีวิตที่ใช้เงินของคนอื่นบำเรอความสุขช่างหอมหวานเหลือเกิน
แต่ทว่า… ความสุขจอมปลอมนั้นก็ต้องจบลงอย่างกะทันหัน!
ปัง!! โครม!!
ประตูเหล็กอัลลอยด์หน้าคฤหาสน์ถูกรถ SUV หุ้มเกราะสีดำสนิทพุ่งชนจนพังครืนลงมาอย่างไม่ปรานี! รถยนต์สีดำจำนวนสิบคันแล่นเข้ามาจอดล้อมสระว่ายน้ำไว้อย่างรวดเร็ว ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ เสียงดนตรีถูกปิดลงทันทีด้วยความตกใจของคนในงาน
กองกำลังบอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำพร้อมอาวุธครบมือกว่าสามสิบชีวิต กระโดดลงจากรถและกระจายกำลังปิดล้อมพื้นที่ทุกตารางนิ้ว ตำรวจในเครื่องแบบนับสิบนายเดินตามเข้ามาติดๆ น้าพิมและกลุ่มเพื่อนๆ กรีดร้องด้วยความหวาดกลัว บางคนพยายามจะวิ่งหนีแต่ก็ถูกบอดี้การ์ดจับกดลงกับพื้น
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! พวกแกเป็นใคร! รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร ฉันเป็นน้าของซีอีโอภักดีกรุ๊ปนะโว้ย! ฉันจะฟ้องอคินให้จับพวกแกเข้าคุกให้หมด!” น้าพิมแผดเสียงด่าทอ พยายามเชิดหน้าขึ้นสู้ทั้งที่ขาสั่น
“ไม่ต้องฟ้องหรอก… เพราะฉันยืนอยู่ตรงนี้แล้ว!”
เสียงที่ดุดันและทรงอำนาจดังก้องขึ้นจากด้านหลังกลุ่มบอดี้การ์ด ทุกคนแหวกทางออกให้ชายหนุ่มร่างสูงก้าวเดินเข้ามา อคินในสภาพที่ยังมีคราบฝุ่นดินเปื้อนกางเกงยีนส์ เดินประคองคุณย่าจันทร์ที่บัดนี้มีเสื้อสูทตัวหรูราคาหลักแสนคลุมทับร่างที่ผอมบางเอาไว้ แววตาของอคินจ้องมองน้าพิมราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
เมื่อน้าพิมเห็นใบหน้าของหลานชายและหญิงชราที่เธอเพิ่งไล่ไปเก็บขยะเมื่อเช้า ใบหน้าของเธอก็ซีดเผือดราวกับกระดาษ แชมเปญในมือร่วงหล่นแตกกระจาย ขาทั้งสองข้างหมดเรี่ยวแรงจนทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้น
“อ… อคิน! หลานรัก… ม… มาตั้งแต่เมื่อไหร่ลูก ทำไมไม่บอกน้าล่ะ น้าจะได้เตรียมตัวต้อนรับ…” น้าพิมเสียงสั่นเป็นเจ้าเข้า พยายามปั้นยิ้มแหยๆ และคลานเข่าเข้าไปหาอคิน “น… น้าอธิบายได้นะลูก เรื่องย่าจันทร์น่ะ… คือย่าเขาความจำเสื่อม ชอบแอบหนีออกไปเดินเล่นเอง น้าห้ามแล้วท่านก็ไม่ฟัง…”
“หุบปาก!!” อคินตวาดลั่นจนน้าพิมสะดุ้งสุดตัว “แกยังกล้าโกหกหน้าด้านๆ อีกงั้นเหรอ! แกฮุบบ้านของฉัน เอาเงินของฉันไปเสวยสุข แล้วไล่ผู้หญิงที่มีพระคุณที่สุดในชีวิตฉันไปคุ้ยขยะกิน! แกกล้าเอาปืนไปจี้หัวย่าฉันเพื่อบังคับถ่ายรูป! แกมันไม่ใช่คน แกมันเป็นปีศาจที่ต้องตกนรก!”
อคินหันไปพยักหน้าให้ภาคภูมิ ทนายความมือหนึ่งเดินก้าวออกมาพร้อมกับแฟ้มเอกสารหนาเตอะ
“ในฐานะตัวแทนตามกฎหมายของคุณอคิน ผมขอแจ้งให้ทราบว่า ทรัพย์สินทั้งหมดในบ้านหลังนี้ ทั้งรถยนต์ เครื่องเพชร เงินสดในบัญชีธนาคารทุกบัญชีของคุณพิมและครอบครัว ได้ถูกอายัดไว้ทั้งหมดแล้ว เนื่องจากเป็นการยักยอกทรัพย์และฉ้อโกงเงินของคุณอคิน นอกจากนี้ ตำรวจจะทำการจับกุมคุณในข้อหาทารุณกรรมผู้สูงอายุ กักขังหน่วงเหนี่ยว และข่มขู่กรรโชกทรัพย์ โทษจำคุกรวมกันไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีครับ”
“ม… ไม่นะ! อคิน! น้าขอโทษ! น้าผิดไปแล้ว อย่าทำกับน้าแบบนี้เลยนะ เราเป็นสายเลือดเดียวกันนะอคิน! เห็นแก่แม่ของหลานเถอะนะ!” น้าพิมร้องไห้ฟูมฟาย ก้มกราบแทบเท้าของอคินและพยายามจะเอื้อมมือไปจับข้อเท้าของคุณย่าจันทร์เพื่อขอความเมตตา
แต่อคินดึงคุณย่าหลบอย่างรวดเร็ว เขาก้มลงมองผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นน้าแท้ๆ ด้วยสายตาที่รังเกียจที่สุด
“สายเลือดเหรอ? ตอนที่แกปล่อยให้ย่าฉันหิวโหยตากแดดเก็บขยะ แกเคยคิดถึงคำว่าสายเลือดไหม! การกระทำของแกมันทำลายความเป็นคนไปหมดแล้ว! ลากตัวพวกมันทุกคนออกไป ส่งตัวให้ตำรวจจัดการดำเนินคดีให้ถึงที่สุด และอย่าให้มันได้รับการประกันตัวเด็ดขาด!”
สิ้นคำสั่งเด็ดขาด บอดี้การ์ดและตำรวจก็เข้ามากระชากตัวน้าพิม ครอบครัวของเธอ และบรรดาเพื่อนๆ ไฮโซจอมปลอมออกไปจากคฤหาสน์ เสียงกรีดร้องโหยหวนและเสียงร้องขอชีวิตของน้าพิมค่อยๆ หายลับไปกับรถห้องขังของตำรวจ เป็นจุดจบที่สาสมสำหรับคนที่เนรคุณและโหดร้าย
เมื่อทุกอย่างสงบลง อคินหันมากอดคุณย่าจันทร์อีกครั้ง ภายในคฤหาสน์ที่กว้างใหญ่และเงียบสงบ บัดนี้เหลือเพียงความรักอันบริสุทธิ์ของหลานชายที่มีต่อย่า
“ย่าครับ… ผมขอโทษ… ผมขอโทษที่มัวแต่ทำงานจนละเลยย่า ปล่อยให้ย่าต้องมาเจอเรื่องเลวร้ายแบบนี้ ถ้าผมมาเร็วกว่านี้ ย่าก็คงไม่ต้องลำบาก…” อคินพูดเสียงสั่น น้ำตาเอ่อคลอเบ้าอีกครั้ง
คุณย่าจันทร์ยกมือที่เหี่ยวย่นขึ้นเช็ดน้ำตาให้หลานชาย รอยยิ้มที่อ่อนโยนและอบอุ่นที่สุดปรากฏขึ้นบนใบหน้าของท่าน “ไม่เป็นไรหรอกลูก… แค่หลานยังจำย่าได้ กลับมาหาย่า ย่าก็ดีใจที่สุดในชีวิตแล้ว ความลำบากพวกนั้นมันเทียบไม่ได้เลยกับความสุขที่ย่าได้กอดหลานในวันนี้”
อคินจับมือคุณย่ามากุมไว้แนบแก้ม “จากนี้ไป… ผมจะไม่ทิ้งย่าไปไหนอีกแล้ว ผมจะพาย่าไปอยู่กับผมที่กรุงเทพฯ ผมจะดูแลย่าด้วยสองมือของผมเอง ย่าจะเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดและมีความสุขที่สุดในโลก ผมสัญญาครับ”
เช้าวันรุ่งขึ้น เฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวสุดหรูของเครือภักดีกรุ๊ป ได้ร่อนลงจอดที่ลานกว้างของคฤหาสน์ อคินประคองคุณย่าจันทร์ที่บัดนี้ได้รับการอาบน้ำ สวมชุดผ้าไหมทอมือที่สวยงาม และได้รับการตรวจเช็กร่างกายจากทีมแพทย์ระดับโลก ก้าวขึ้นสู่เฮลิคอปเตอร์เพื่อเดินทางกลับสู่มหานคร
บาดแผลในใจอาจจะต้องใช้เวลาเยียวยา แต่บทเรียนครั้งยิ่งใหญ่นี้ได้สอนให้มหาเศรษฐีหมื่นล้านอย่างอคินรู้ว่า… เงินทอง อำนาจ และธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก ล้วนไม่มีความหมายอะไรเลย หากเราสูญเสียช่วงเวลาที่จะได้ดูแล ‘คนรัก’ ในครอบครัว เพราะความรักและความกตัญญู คือสมบัติที่ล้ำค่าที่สุด ที่ไม่มีเงินตราสกุลใดในโลกสามารถซื้อคืนมาได้เมื่อเวลาผ่านไป.



